หนังใหม่ : Moxie (ม็อกซี่)

หนังใหม่ : Moxie (ม็อกซี่) เป็นหนัง High School ที่เกี่ยวกับสิทธิของสตรี โดยจากจุดเล็ก ๆ ก็กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสตรีเลยละค่ะ หลังจากดูเรื่องนี้จบรู้สึกประทับใจและชื่นชอบเอามาก ๆ วันนี้เลยอยากจะมารีวิว Moxie (ม็อกซี่) หนังแนวเฟมินิสต์ที่ทำให้ touch ใจสาวหลายคน! กันว่าจะมีความสนุกและข้อคิดอะไรบ้าง

โดยเรื่องราวเกิดจาก ‘วิเวียน คาร์เตอร์’ สาววัยมัธยมที่ถือว่าเธอเป็น Introvert เป็นคนชอบเก็บตัว ขี้อายและไม่ชอบที่จะเป็นจุดเด่นของใคร มีวันหนึ่งหลังเปิดเทอมไปไม่กี่วันก็มักจะมีการจัด ranking ให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน อาทิ คนที่ดูซื่อที่สุด คนที่บั้นท้ายใหญ่ที่สุด หรือเพื่อนใหม่อย่างลูซี่ที่เป็นคนผิวที่ที่เธอมักจะโดนแกล้งอยู่เสมอ และเรื่องราวต่าง ๆ นาๆ ทำให้วิเวียนตระหนักได้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมโรงเรียนของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการบูลลี่ การเหยียดเพศ การคุมคามทางเพศ รวมถึงระบบชายเป็นใหญ่ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

ซึ่งในคืนเดียวกันนั้นหลังจากที่เธอได้เปิดกล่องที่แม่ของเธอเก็บความทรงจำในวัยรุ่น ทำให้วิเวียนเกิดความคิดและความกล้าบางอย่าง จึงจัดทำเป็นหนังสือทำมือที่ใช้ชื่อว่า Moxie โดยเป็นแบบ Anonymous ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของสาว ๆ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การคุกคาม การบูลลี่ ฯลฯ เธอได้แอบไปวางตรงห้องน้ำเพื่อให้ทุกคนได้หยิบมาอ่าน

ซึ่งหลังจาก Moxie ได้แพร่หลายออกไปนั้นเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ทำให้หลังจากนั้นมีกลุ่มผู้หญิงรวมถึงผู้ชายบางคนให้ความสนใจและยกย่อง Moxie โดยจะมีการวาดสัญลักษณ์ดาว หัวใจไว้ที่มือเพื่อให้รู้ว่ากำลัง Support Moxie นั้นเอง ทำให้เกิดการการปฏิวัติเพื่อสิทธิของสตรีนิยม (Feminism) และประชาธิปไตยต่าง ๆ เกิดขึ้นในโรงเรียนนั้นเอง

เรื่อง Moxie เป็นหนังที่พูดถึง ‘สตรีนิยม (Feminism)’ ทางสังคม โดยเราเชื่อว่านอกเหนือจากสังคมโรงเรียนแล้วสังคมทั่วไปของเรา ๆ ก็ยังมีอยู่ โดยเห็นจากอะไรง่าย ๆ คือความคิดสมัยเมื่อก่อนมักจะคิดว่าชายจะต้องเป็นใหญ่ แต่โดยหากพูดกันจริง ๆ แล้วนั้น ‘ทุก ๆ คนมีความเท่าเทียม’ กันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใครหรือเพศไหน ๆ อาทิเช่น ความเท่าเทียมในเรื่องของการแข่งขัน อย่างในฉากที่ครูใหญ่ให้ทุนการศึกษากับกัปตันทีมฟุตบอลผู้ชายอย่าง มิตเซลล์ แต่กลับเมินเฉยกัปตันทีมผู้หญิงอย่าง เคียร่า ไปซะงั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วทั้งคู่ก็อยู่ใน position เดียวกันแท้ ๆ

1.ซึ่งต่อเนื่องมาจากฉากดังกล่าว เรื่องราวก็สอนไปยัง ‘ประชาธิปไตย’ คือต้องกล่าวก่อนว่าความคิดของคน ๆ หนึ่งเช่นครูใหญ่นั้นไม่สามารถเอามาตัดสิน ยกธงเลยว่าใครควรจะได้รับทุน ดังนั้นแก๊งสาว ๆ Moxie จึงเสนอชื่อของมิตเซชล์ในการที่จะต้องได้รับทุนการศึกษาไปด้วย และจะต้องการโหวต และหากใครมีเสียงมากกว่าก็เป็นผู้ได้รับเลือกไปนั้นเอง

2.เรื่องของการ ‘Bully’ คำนี้เรียกว่าเป็นปัญหาโลกแตกที่อยู่คู่กับทุกสังคมมาอย่างยาวนาน โดยในเรื่อง Moxie จะเสนอเรื่องราวมากับคนผิวดำ การถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ รวมถึงการนิ่งเฉยต่อการคุมคา เรียกได้ว่าหนัง Moxie นั้นได้ถ่ายทอดออกมาได้ดีและเห็นถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนมาก ๆ อย่างเช่นฉากที่ลูซี่โดนมิตเซลล์กลั่นแกล้งและเหยียด ทำให้ลูซี่ทนไม่ไหวไปฟ้องครูใหญ่ โดยครูใหญ่แทนที่จะแก้ปัญหาหรือรับฟังเธอ กลับกลายเป็นเมินเฉยและมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาด้วยซ้ำ

ปัญหาการ ‘Body shaming’ คำนี้ก็กลายเป็นคำยอดฮิตที่น่าสนใจในปี 2020-2021 เลยละค่ะ โดยการ Body shaming คือการพูดทำร้ายจิตใจหรือวิจารณ์แย่ ๆ เกี่ยวกับร่างกายหรือหน้าต่างทำให้ฟังสูญเสียความมั่นใจ อาทิฉากที่ครูใหญ่มาติเคทลินเรื่องการใส่เสื้อสายเดี่ยวของเธอ เพราะเพียงแค่เธอหน้อกใหญ่ ทำให้เพื่อนผู้ชายล้อและตัวเคทลินก็อับอายมาก ๆ

โดยหากใครกำลังประสบกับปัญหาการ Body Shaming เราขอมอบคำว่า You can always shine in your way ให้กับทุกคนค่ะ เพราะทุกคนมีความสวยในแบบฉบับของตัวเอง จงมั่นใจและภูมิใจในตัวเองให้มาก ๆ ค่ะ

10/10 เลยละค่ะ เป็นหนังอีกเรื่องที่มีทั้งมีความสนุกแถมยังให้ข้อคิดอะไรมากมายจากหนัง โดยเฉพาะในเรื่องของความเท่าเทียม ‘สตรีนิยม (Feminism)’ ต่าง ๆ ทำให้เรามองเห็นภาพกว้างของปัญหาในสังคมโรงเรียนและแน่นอนว่านอกโรงเรียน แบบสังคมทั่วไปก็ยังมีให้เห็นกันอยู่ ซึ่งทุก ๆ คนในสังคมควรตระหนักและเรียนรู้ในเรื่องนี้จริง ๆ ค่ะหลายคนดูแล้วอาจจะทำให้เปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติไปเลยก็ได้ค่ะ

อีกเรื่องที่เราชอบมาก ๆ ในเรื่อง Moxie คือตัว ‘นักแสดง’ เรื่องนี้ถือว่ามีการ Casting นักแสดงแต่ละคนออกมาได้ดีมาก ๆ เพราะคาแรคเตอร์ของทุกคนชัดเจนและโดดเด่นมาก ทำให้เราเหมือนหลุดไปอยู่ในหนังด้วยเลย อาทิบทบาทของ ‘วิเวียน คาร์เตอร์’ ที่แสดงโดยแฮดลีย์ โรบินสัน ซึ่งลุคของเธอก็มาในแนวของสาวอ่อนแอ มีความขี้อายมาก แต่เธอจะทนกับความเละเทะของสังคมไม่ได้ จึงได้ผลิตหนังสือมือออกมา ซึ่งเราคิดว่านัย ๆ ของเธอแล้วนั้นก็ยังมีความกล้าในแบบของเธออยู่พอสมควร ซึ่งจะเห็นได้จากแววตามุ่งมั่นและ brave ของเธอนั้นเองค่ะ

ต่อมาที่ทำให้หนังเรื่อง Moxie น่าดูอีกเท่าตัวนั้นคือ ‘โทนสี’ ของหนังเรื่องนี้นั้นเอง โดยส่วนใหญ่จะมาในโทนอุ่นเหลืองส้ม ซึ่งฉากในเรื่องก็จัดออกมาให้มีโทนสีที่มีความใกล้เคียงกันมาก ทำให้เรารู้สึกสบายตาและสบายใจในการดูไปพร้อมกัน อีกทั้งการแต่งตัวของนักแสดงก็จะมีความแตกต่างตามคาแรคเตอร์ของแต่ละนักแสดง แต่เมื่อดูโดยรวมแล้วก็ดูไปในทิศทางเดียวกันค่ะ เรียกว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาก

This entry was posted in News.