อังกฤษเพิ่มงบกลาโหมสูงสุด นับตั้งแต่สงครามเย็น

รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศแผนยุทธศาสตร์ลงทุนทางทหาร ด้วยการเพิ่มงบประมาณในด้านนี้ เป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ว่านายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แถลงต่อสภาสามัญ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประกาศแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของสหราชอาณาจักรอีก 16,500 ล้านปอนด์ ( ราว 663,885.79 ล้านบาท ) ภายในระยะเวลาอีก 4 ปีนับจากนี้ เพื่อเพิ่มการคุ้มครองประชาชนและ “การขยายอิทธิพล” หลังเบร็กซิต โดยจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทุกด้านให้กับกองทัพ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์บัญชาการด้านอวกาศ ซึ่งจะมีฐานส่งจรวดจากสกอตแลนด์ ภายในปี 2565 และการ “ยกเครื่อง” หน่วยข่าวกรองทหาร ขณะเดียวกัน จอห์นสันให้คำมั่นจะฟื้นฟูกองทัพเรือของสหราชอาณาจักรให้ทันสมัยที่สุดในทวีปยุโรป

ปัจจุบันงบประมาณกลาโหมของสหราชอาณาจักรอยู่ที่เกือบ 42,000 ล้านปอนด์ต่อปี ( ราว 1.68 ล้านล้านบาท ) ซึ่งจอห์นสันกล่าวว่าแผนการลงทุนทางทหารดังกล่าว “มากที่สุดนับตั้งแต่สิ้้นสุดสงครามเย็น” “หมดยุคแห่งความถดถอยทางทหาร” ขณะเดียวกันยังจะเป็นการสร้างงาน “หลายแสนตำแหน่ง” โดยในจำนวนนี้ประมาณ 40,000 ตำแหน่ง จะเป็นหน้าที่ “ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่”
 
แม้งบประมาณกลาโหมของสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระดับ “ห่างชั้น” เมื่อเทียบกับสหรัฐและจีน แต่สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นคราวนี้จะเท่ากับ 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) สูงสุดในทวีปยุโรป มากกว่าข้อเรียกร้องของสหรัฐที่มีต่อสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) และยกระดับสถานภาพทางทหารของประเทศให้ขึ้นมาอยู่ในฐานะ “มหาอำนาจระดับกลาง” เทียบเท่าเยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น
   
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองอีกมุมว่า คำกล่าวของจอห์นสันอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจกลายเป็น “โฆษณาชวนเชื่อ” ไม่ว่าภาครัฐเจตนาหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากเมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดพบว่า เป็นการลงทุนด้านกลาโหมเพิ่มขึ้น 7,000 ล้านปอนด์ ( ราว 281,648.51 ล้านบาท ) เมื่อเทียบกับแผนงบประมาณเดิม ระหว่างปี 2567 ถึง 2568

This entry was posted in News.